รายงานการวิจัยด้านเพศศึกษา

มีรายงานการวิจัยด้านเพศศึกษาหลายเรื่องที่น่าจะนำมาคิดพิจารณาและนำมาประยุกต์หาวิธีจัดการกับปัญหาที่เกิดขึค้นหรือกำลังจะเกิดขึ้น โดยโรงเรียนและชุมชนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการดำเนินการเพราะนักเรียน วัยรุ่นเป็นสมาชิกทั้งในโรงเรียนและชุมชน  ขอยกตัวอย่างงานวิจัยด้านเพศศึกษาดังนี้

1.  กรองทิพย์  จั่นแย้ม  ได้ทำการวิจัยเรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับสื่อมวลชนและสื่อบุคคลกับการยอมรับค่านิยมของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนสมรสของวัยรุ่น” กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับ ปวช. และ ปวส.จำนวน 323 คน ผลการวิจัยพบว่านักศึกษาอาชีวศึกษาเพศชายยอมรับการมีเพศสัมพันธ์ก่อนสมรสมากกว่านักศึกษาอาชีวศึกษาเพศหญิง และการเปิดรับสื่อวิทยุและหนังสือพิมพ์ไม่มีอิทธิพลกับการยอมรับค่านิยมการมี

เพศสัมพันธ์ก่อนสมรสของวัยรุ่น

2.  ชวนชม  สกนธนวัฒน์ ได้ทำการวิจัยเรื่อง “สุขภาพของภาวะเจริญพันธุ์และการคุมกำเนิดของวัยรุ่นและหนุ่มสาว” กลุ่มตัวอย่งเป็นนักศึกษาอาชีวศึกษาจำนวน 5,651 คน ผลการวิจัยพบว่าในการเที่ยวกลางคืน วัยรุ่นชายจะไปกับเพื่อนหญิงร้อยละ 55.30 ในจำนวนนี้มีเพศสัมพันธ์กับหญิงบริการร้อยละ 20.77 เมื่อมีความต้องการทางเพศทั้งเพศชายและหญิงส่วนใหญ่จะสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง เมื่อเกิดการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นมาควรจะไปปรึกษาแพทย์มากกว่าปรึกษากันเอง ในการทำแท้งวัยรุ่นชายมักจะให้วัยรุ่นหญิงกินยาขับเลือดเพื่อให้เกิด

การแท้ง วัยรุ่นชายเคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากกว่าวัยรุ่นหญิง 3 เท่า ไม่ว่าฐานะทางครอบครัวจะเป็นอย่างไร วัยรุ่นชายร้อยละ 45.6 มีความเห็นว่า วัยรุ่นหญิงที่มีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานไม่ใช่เรื่องเสียหายในสังคมยุคปัจจุบัน สถานศึกษาและผู้เกี่ยวข้องควรให้ความช่วยเหลือให้ความรู้ หรือเป็นที่ปรึกษาให้ในเรื่องเพศศึกษา โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิงซึ่งจะมีผลกระทบตามมาจากการมีเพศสัมพันธ์มากกว่าวัยรุ่นชาย เพราะต้องเป็นฝ่ายตั้งครรภ์ และสังคมไทยยังไม่ยอมรับเรื่องนี้ วัยร่นหญิงควรรู้จักป้องกันตนเองให้รอดพ้นจากความเสี่ยงซึ่งอาจนำความเดือดร้อนและความเสื่อมเสียมาสู่ครอบครัว สถานศึกษา และตนเอง

เพศศึกษาสําหรับพ่อแม่กับลูกวัยรุ่น ต้องสอนให้เป็น สอนให้ถูก

เป็นเรื่องเครียดของคุณแม่ ในเรื่องของการสอนเรื่องเพศศึกษาให้กับลูกวัยรุ่น คุณ่อคุณแม่กับลูกวัยรุ่นนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสื่อสารการในเรื่องนี้ คุณแม่ต้องมีความสามารถในการสอนคะ โดยต้องสอนให้เป็นและสอนให้ถูกต้อง มิใช่การเชียร์แต่เป็นการให้ความรู้อย่างแท้จริง ลองอ่านกันดูคะ เพศศึกษาสําหรับพ่อแม่กับลูกวัยรุ่น

นายแพทย์วิชัย เทียนถาวร อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข สำหรับ “มนุษย์” ความสนใจเรื่องเพศเริ่ม เกิดขึ้นตอนที่โตพอที่จะรับรู้ความสักประมาณ 3 ขวบขึ้นไป ฉะนั้นเราต้องมาเริ่มเรียนรู้เรื่องเพศศึกษาตอนเป็น “วัยละอ่อนน้อย วัยประถม” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน หรือสร้างวัคซีนชีวิตด้านเพศศึกษา จะได้ช่วยให้เด็กๆ ลูกหลานของเราอยู่ในสังคมอย่างปลอดภัย เช้าวันเด็ก 12 ม.ค. 2556 เป็น “วันเด็ก” เป็นวันที่ ผู้เขียนมีความสุข คิดถึงย้อนหลังเมื่อครั้งเป็นเด็กๆ หลายปีที่ผ่านมา ซึ่งมีความหมายมากเหลือเกิน บ้านอยู่สิงห์บุรี…อยากไปเที่ยวที่ลพบุรี ได้ดูเครื่องบิน ที่ บน.2 โคกกระเทียม ไปดูลิงที่ศาลพระกาฬ อยากไปดูรถไฟที่ลพบุรี สถานีอยู่ใกล้ๆ ศาลพระกาฬเพราะ สิงห์บุรีไม่มีเรือบิน ไม่มีรถไฟ ไม่มีลิง แปลกไหม?

อันนั้นเป็นแต่เพียงความฝันวันเยาว์วัยที่อยากเล่าและแลกเปลี่ยน เผื่อผู้อ่านที่ผ่านช่วงเวลานั้นมานานแสนนาน อาจจะได้รำลึกนึกถึงให้ชีวิตกระชุ่มกระชวย วันเด็กนอกจากจะเป็นวันแห่งความสุขสุดสุด ของเด็กในรอบ 365 วันแล้ว ยังอาจเป็นวันเริ่มต้นทดสอบความฝัน “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร” เพราะในวันเด็กพ่อแม่จะตามใจลูก “หนูอยากไปไหน”ส่วนใหญ่หากในพื้นที่มีการแสดงยุทโธปกรณ์ของตำรวจ ของทหาร เด็กผู้ชายก็จะต้องไปปีนป่ายรถถัง ปืนใหญ่ ปืนกล เรือบิน ส่วนเด็กผู้หญิงก็จะเป็นสถานที่จัดกิจกรรมการแสดง การละเล่น…ซึ่งสถานที่ที่พ่อแม่พาเด็กไปนอกจากตามฝันของลูกบางทีก็เป็นการเดินตามฝันของพ่อแม่เอง อย่าง ผู้ร่วมงาน อาจารย์ ดร.สมคิด จูหว้า แกมีลูก 2 คน อยากให้ลูกเป็น “ทหารอากาศ” เพราะตัวเองอยากเป็นตอนเด็กๆ แต่ไม่ได้เป็น จึงหันเหชีวิตมาเป็นหมออนามัย จึงตั้งใจปั้นลูกชาย 2 คน เริ่มต้นด้วยการพาลูกไปเที่ยวที่ บน.6 จังหวัดพิษณุโลก เพื่อให้ขับเครื่องบินและชมการแสดงการบินโดดร่มของทหารอากาศ…แต่เหตุการณ์ไม่เป็นดังตั้งใจ เพราะแค่เครื่องบินแผดเสียงคำราม ลูกแกร้องไห้โฮ เพราะตกใจ…ความฝันจะมีลูกชายเป็นทหารอากาศเลยชักไม่แน่ใจ

ในวันที่เด็กหลายล้านคนกำลังมีความสุขกับ “วันเด็ก”

พลัน! ที่ผู้อ่านหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นอ่าน พาดหัวตัวไม้ของหนังสือพิมพ์หลายฉบับนำเสนอตรงกัน “พ่อแม่บังคับเด็ก 13 ปี แต่งงานเพื่อนร่วมวงเหล้า”…”ด.ญ.13 ปี ชีวิตสุดรันทดรับวันเด็ก พ่อแม่บังคับแต่งงานกับเพื่อนร่วมวงเหล้า ชาวบ้านสุดทน…”"รวบแม่โหดคลอดแล้วฆ่าทารกแรกเกิดทิ้งขยะภายในวัดบวร…อ้างรักสนุก ชอบเที่ยวจนมีครรภ์” ปัญหากระทบใจจนนำมาสู่เรื่องราวในฉบับนี้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของประเด็นปัญหาสังคมซึ่งเกิดขึ้นและถูกนำเสนอในสื่อ ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ข่าวเรื่อง “เพศ” ทั้ง การกระทำรุนแรง การล่วงละเมิดทางเพศ เพศสัมพันธ์วัยเรียน พ่อแม่วัยเด็ก ทำแท้งเถื่อนแล้วเสียชีวิต และอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งที่ปรากฏและไม่ปรากฏสู่สาธารณชนข่าวเรื่องเพศเหล่านี้สร้างความหวั่นใจ กังวลให้กับคนที่เป็น “พ่อแม่ มากที่สุด” เพราะกลัวจะเกิดกับลูกของตัวเอง รองลงมาคือ “ครู” ผู้พ่อแม่คนที่ 2 เพราะเด็กใช้ชีวิตใน “โรงเรียน” วันละ 6-8 ชั่วโมง ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของ “ครู”

สถานการณ์ปัญหาความรุนแรงทางเพศ ข้อมูลสของ “ศูนย์พึ่งได้” กระทรวงสาธารณสุข ในปี 2550 เฉพาะเด็กและสตรีที่ถูกทำร้ายและ เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล มีจำนวน 19,068 ราย หรือ เฉลี่ย 52 รายต่อวัน ปี 2551 มี 26,565 ราย หรือ 73 รายต่อวัน ปี 2552 มี 23,511 ราย เฉลี่ย 64 รายต่อวัน ปี 2553 เพิ่มขึ้นเป็น 25,744 ราย หรือเฉลี่ย 71 รายต่อวัน คิดโดยเฉลี่ยแล้ว ในทุก 20 นาที มีเด็กหรือสตรีถูกกระทำความรุนแรง 1 ราย ซึ่งนับวันจะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น

ส่วนปัญหาเพศสัมพันธ์ ข้อมูลจากการสำรวจ พฤติกรรมในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มัธยม ศึกษาปีที่ 5 และ ปวช.ปี 2 โดยสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ปี 2550-2554 พบว่า การมี เพศสัมพันธ์ครั้งแรกส่วนใหญ่ใช้ถุงยางอนามัยเพียง 55.1% และ 70% โดยใช้บ้านตนเอง หรือบ้านเพื่อนเป็นสถานที่ที่มีเพศสัมพันธ์ ปัจจัยที่มีผลต่อการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นพบว่า ส่วนใหญ่เกิดจากใช้วิธีคุมกำเนิดไม่ถูกต้อง หรือไม่ได้ใช้วิธีการป้องกัน เนื่องจากขาดความรู้ มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการร่วมเพศ คิดว่าร่วมเพศครั้งเดียว ไม่ตั้งครรภ์ การใช้ถุงยางอนามัยขัดขวางความรู้สึกทางเพศ และไม่รู้ว่าตนเองจะมีโอกาสตั้งครรภ์ เมื่อใด นอกจากนี้วัยรุ่นยังไม่กล้าไปขอรับบริการ คุมกำเนิด ทำให้เกิดปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อม ตามมา

 

รายงานเรื่องเพศศึกษา นี้เป็นสื่อการสอนเพศศึกษาได้อย่างดี

        ความ ห่วงใยของพ่อแม่ที่มีต่อลูก โดยเฉพาะลูกที่อยู่ในวัยรุ่น นอกจากปัญหาเรื่องการเรียน  กับปัญหา  การติดยาเสพติดแล้ว  ก็คงหนีไม่พ้น  เรื่องของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร  ซึ่งเป็นปัญหาที่  สร้างความ  หนักอกหนักใจพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นจำนวนมาก

เนื้อหาสาระสำหรับ นักเรียน พ่อแม่ผ้ปกครอง และผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียน

โดยธรรมชาติของคนเรา นั้น  เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น  ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงจากเด็กไปเป็นผู้ใหญ่  โดยเฉพาะ  อวัยวะ  ที่เกี่ยวข้อง  กับระบบสืบพันธ์  จะเริ่มพัฒนาเต็มที่  ผู้หญิงจะมีประจำเดือน  สะโพกพาย  หน้าอกใหญ่ขึ้น  ในขณะผู้ชาย  จะมีการผลิตอสุจิ  และมีการที่รียกว่า “ฝันเปียก”    เป็นต้น และสิ่งที่ตามมาอีกอย่าง ก็คือ ความต้องการทางเพศ

สมัยก่อน หรือแม้แต่สมัยนี้ในบางประเทศจะนิยมแต่งงานกันเร็ว  พอชายหญิงเข้าสู่วัยจะเจริญพันธ์  พ่อแม่  ก็มักจะเป็นธุระ  จัดหาคู่ครองให้เป็นที่เรียบร้อย  แต่ในปัจจุบันวัยรุ่นส่วยใหญ่ในสังคมไทย ยังใช้ชีวิตเป็นนักเรียน  นักศึกษา  ต้องพึ่งพาพ่อแม่  ไม่ต้องพึ่งพาพ่อแม่  ไม่สามารถจะรับผิดชอบตัวเองได้ ดังนั้น เรื่องได้ เรื่องของการ การทีเพศสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามจึงเป็นเรื่องที่ต้องห้ามไปด้วยปริยาย

แต่เรื่องความต้องการทางเพศตามธรรมชาติยังคงอยู่ ทำอย่างไรเราจึงจะมีทางออกที่ดี  ให้กับลูกหลานของเรา  ที่อยู่ในวัยรุ่นได้หน ทางหนึ่งที่พอจะมองเห็นก็คือ  การให้ความรู้เพศศึกษาเพื่อให้วัยรุ่น  ชายหญิงรู้เท่าทันธรรมชาติ และความต้องการทางเพศ ของตนเอง  เละของเพศตรงข้ามด้วย เพื่อจะได้รู้จักควบคุม ความต้องการ รู้เท่าไม่ถึงการณ์

ผู้ที่จะให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาแก่วัยรุ่น นอกจากครูบาอาจารย์แล้ว  พ่อแม่ ผู้ปกครอง  ก็ต้องมีส่วนร่วม รับผิดชอบด้วย จะต้องพร้อมที่จะเป็นที่ ปรึกษาที่ดี สนใจที่จะรับฟังปัญหาอย่างใกล้ชิด ทำตัวให้สนิทสนม เพื่อให้ลูกหลาน เกิดความไว้วางใจ และยอมที่จะเปิดเผยความในใจ หรือกล้าปรึกษา หารือ เรื่องเรานี้ ได้อย่างสนิทใจ ส่วนเรื่องที่ควรจะสอนหรือบอกเล่าให้วัยรุ่นรับรู้ ได้แก่

การปฏิบัติตัวต่อเพศตรงข้ามอย่างเหมาะสม เช่น ผู้ชายควรให้เกียรติผู้หญิง มีมารยาทดีไม่ฉวยโอกาส จับมือถือแขน พูดจาลวนลาม หรือใช้กำลังข่มเหงผู้หญิง ในขณะเดียวกันผู้หญิงก็ต้อง รู้จักวางตัวไม่ใกล้ชิด สนิทสนม กับ เพื่อนชายมากเกินไป ไม่ไปไหนกับเพศตรงข้ามเพียงลำพัง ไม่ไว้ใจ หรือเชื่อคำพูด ของผู้ชายง่ายๆ

การรู้จักปฏิเสธ เมื่อเพื่อนชวนไปในทางที่ผิด เช่นชวนไปขึ้นครู  ชวนงานหนังสือโป๊ หรือ ดูวีดีโอ ลามกอนาจาร ชวนไปให้ลองยาเสพติด  ชวนให้ลองดื่มของมึนเมา เป็นต้น  ต้องชี้ให้ลูกหลานที่อยู่ในวัยรุ่น  เห็นว่าเรื่องนี้  ไม่ใช้เรื่องโก้เก๋  แต่กับเป็นอันตรายที่จะนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมซึ่งจะทำให้ เสียอนาคตได้ง่ายๆ

การระบายความรู้สึกทางเพศในที่เหมาะสม  เช่นการออกกำลังกาย การเล่นกีฬา การทำงานบ้าน การทำงานอดิเรก ตลอดจนการสำเร็จความใคร่ ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพรวมทั้งการรู้จักป้องกันต่อเอง หากต้องการที่จะมีเพศสัมพันธ์ด้วย

การให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา  เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ถ้าพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือ ครูบาอาจารย์ ไม่สอน เรื่องเล่านี้ ให้วัยรุ่น พวกเขาเหล่านี้ ก็จะไปขวนขวายความรู้กันเอาเอง ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งจะไปในทางที่ไม่เหมาะสม หรือไม่ก็ลองผิดลองถูก ทำอาจพลาดพลั้งเสียอนาคตได้ง่ายๆ

ดัง นั้นการสอนเพศศึกษาให้แก่วัยรุ่นเสียแต่เนิ่นๆ จึงให้เป็นหนทางหนึ่ง ที่จะป้องกันวัยรุ่นให้รอดพ้นจากภัยทางเพศได้ ที่สำคัญ ก้าวทันโลก มีความรู้เรื่องเพศศึกษาพอตัว พร้อมที่จะเป็นที่ ปรึกษาของวัยรุ่นได้เสมอ  และไม่ต้องเป็นผลักดันให้วัยรุ่นต้องไปแสวงหาความรักความอบอุ่น จากเพศตรงข้ามนอกบ้านเสียเอง

วัยรุ่นไทยกับเพศสัมพันธ์

 

ประชากรในประเทศไทยมีประมาณ 70 ล้านคนในจำนวนนี้ประมาณร้อยละ10 เป็นวัยรุ่นที่อายุน้อยกว่า 19 ปี จากการสำรวจของสำนักสถิติแห่งชาติในปี คศ.2003   พบว่าครอบครัวเดี่ยวมีปริมาณเพิ่มขึ้นโดยในขณะนี้ร้อยละ10 ของครอบครัวเป็นครอบครัวเดี่ยวและในจำนวนนี้ร้อยละ30   เป็นครอบครัวเดี่ยวประเภทที่แม่เป็นผู้ปกครองเพียงคนเดียว และอีกร้อยละ30 เด็กวัยรุ่นต้องใช้ชีวิตตามลำพัง

 

พฤติกรรมเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น

จากรายงานสำรวจของสถาบันประชากรและสังคมร่วมกับสำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ  ในปี คศ.2003   พฤติกรรมทางเพศสัมพันธุ์ของวัยรุ่นในประเทศไทยพบว่า อายุเฉลี่ยของวัยรุ่นที่เริ่มมีเพศสัมพันธุ์ครั้งแรกคือ อายุ 16 ปี  และจากข้อมูลของดร.อมรวิช นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ ในรอบปี 2548-2549 ในเด็กมัธยมถึงอุดมศึกษา พบว่ามีเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 16 เป็นร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับ 2-3 ปีที่ผ่านมา และในกลุ่มนี้ร้อยละ 30 เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ในขณะที่การแต่งงานช้าลงโดยเฉลี่ยอายุ 24 ปี  จะเห็นได้ว่าช่องว่างที่เกิดขึ้นจากค่าเฉลี่ยของการเริ่มมีเพศสัมพันธ์กับการแต่งงานราว  8 ปีนี้ สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์มากขึ้นและยาวนานขึ้นและเป็นการมีเพศสัมพันธ์แบบขาดความรับผิดชอบ(sex without responsibilities)  หรือสังคมยังไม่ยอมรับ โดยมีปัจจัยที่เป็นเหตุกระตุ้นหลายประการเช่นการเข้าวัยรุ่นที่เร็วขึ้น การกระตุ้นโดยสื่อที่ไม่เหมาะสม ทำให้ปัญหาสังคมอันเนื่องมาจากพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์และผลของการกระทำทวีความรุนแรงและสลับซับซ้อนมากขึ้นเห็นได้จากการหย่าร้างที่เพิ่มขึ้นหรือฝ่ายชายทิ้งไปปล่อยให้ฝ่ายหญิงแบกรับภาระและความเครียดทั้งหมด

 

การทำแท้งเถื่อนที่เพิ่มมากขึ้นแม้ว่าไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนแต่จากการรายงานภาวะ แทรกซ้อนจากการทำแท้งเถื่อนของโรงพยาบาลต่างๆ ทำให้คะเนได้ว่าในแต่ละปีมีวัยรุ่นที่ทำแท้งประมาณ 2-3 แสนรายต่อปี นอกจากนี้มารดาวัยรุ่นที่เครียดและหาทางออกของตนเองไม่ได้ก็ทิ้งลูกหรือทำร้ายลูกเช่นฆ่าลูกโดยปรากฎทางหน้าหนังสือพิมพ์ไม่ต่ำกว่า 30 รายต่อปี  การให้องค์ความรู้ ทักษะและการปฎิบัติต่อพฤติกรรมทางเพศหรือเพศศึกษา ยังไม่เข้มแข็ง โดยพบว่าเพศศึกษาในวัยรุ่นเริ่มช้าอายุเฉลี่ยราว 14 ปี ในขณะที่วัยรุ่นได้ข้อมูลส่วนใหญ่จากเพื่อน และสื่อเช่นอินเทอร์เนต ประมาณร้อยละ60

 

การรู้จักป้องกันตนเองไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธการมีเพศสัมพันธุ์ หรือการป้องกันโดยการใช้ถุงยางอนามัย (ปัจจุบันพบ่วาวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธุ์ใช้ถุงยางอนามัยเพียงร้อยละ20  ) การใช้ยาคุมกำเนิด ยังอ่อนแอและเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมากจนทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศในลำดับต้นๆของเอเชียที่มีปัยหาวัยรุ่นตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และวัยรุ่นคลอดลูก ( จากข้อมูลของUNICEF ในปี คศ.2003 พบ่วาค่าเฉลี่ยวัยรุ่นไทยคลอดลูกอยู่ที่ 70 ต่อพันคนของหญิงวัย 15-19 ปี ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น  90 ต่อพัน หรือวันละ เกือบ 200 คน ในขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วทวีปเอเชียอยู่ที่ 56 ต่อพันคนของหญิงวัย 15-19 ปี และค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่  65 ต่อพันคนของหญิงวัย 15-19  ปี )และวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 15 ปี เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเมื่อเทียบกับ 2-3 ปีที่ผ่านมา วัยรุ่นที่มีพฤติกรรมเพศสัพันธ์มากกว่า ร้อยละ60 ติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์หรือตั้งครรภ์ภายใน 1 ปีของการมีพฤติกรรมทางเพศสัมพันธ์ ในขณะที่วัยรุ่นกลุ่มนี้โดยส่วนใหญ่เริ่มควานหาความช่วยเหลือเพื่อป้องกันตนเองเมื่อมีพฤติกรรมเพศสัมพันธ์มาแล้ว เกิน 1 ปี แล้วแทบทั้งสิ้น

 

นอกจากนี้ปัญหาโรคเอดส์ในวัยรุ่นก็เป็นอีกปัญหาที่น่าสนใจและน่าเป็นห่วง กล่าวคือวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี ราว 60,000 คนที่กำลังติดเชื้อเอดส์มาจากพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธุ์โดยขาดการป้องกันและเป็นสาเหตุการตายของวัยรุ่นในลำดับที่ 2  รองจากอุบัติเหตุ  การติดเชื้อทางเพศสัมพันธุ์ก็มีอุบัติการณ์มากในวัยรุ่นอายุ 15-19 ปีเช่นกันไม่ว่าจะเป็นหนองในแท้(Gonorrhea) หรือหนองในเทียม(C.Trachomatis) แม้ว่าหลายรายมักไม่มีอาการแต่หากปล่อยไว้นอกจากจะทำให้การติดต่อของโรคนี้แพร่หลายแล้วยังทำให้เกิดปัญหาสุขภาพของวัยรุ่นเองด้วยเช่น ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบเรื้อรัง  การมีบุตรยาก  ท้องนอกมดลูกรวมไปจนถึงมะเร็งปากมดลูก

 

ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้สำรวจในปีคศ.2003   เชื้อหนองในเทียมในทุกกลุ่มอายุพบว่า วัยรุ่นอายุ 15-19 ปี พบมากที่สุด โดยพบ 2,536   คนต่อประชากรวัยนี้แสนคน และยังสำรวจพบว่าเชื้อหูดหงอนไก่( Human Pappiloma virus) ที่เป็นต้นกำเนิดของการเป็นมะเร็งปากมดลูกก็มีความสำคัญในวัยนี้เช่นกัน กล่าวคือในเด็กวัยรุ่นที่ยังไม่พบเชื้อนี้หากมีเพศสัมพันธุ์โดยขาดการป้องกันภายใน3  ปี พบว่าจะตรวจพบเชื้อนี้ประมาณร้อยละ55 ของวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมทางเพศ ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก แม้ว่าในวัยรุ่นเชื้อนี้โดยส่วนใหญ่ร่างกายสามารถขจัดได้ในระดับหนึ่งแต่ก็ยังมีความสำคัญต่อการเป็นจุดตั้งต้นการเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้เช่นกัน

 

วัยรุ่น อายุ15-19 ปี มีโอกาสเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากที่สุดมากกว่าวัยอื่นๆกล่าวคือ ร้อยละ 30 ของผู้ป่วยโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์คือวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี นั้นเอง และโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์คือ หนองใน หนองในเทียม เอดส์ เชื้อไวรัสก่อมะเร็งปากมดลูก เป็นต้น

 

เหตุผลที่วัยรุ่นติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ง่ายมากที่สุดเพราะ

จำนวนคู่นอนที่มีการเปลี่ยนเร็วและบ่อยมาก

ความถี่ในการมีเพศสัมพันธ์

ขาดการป้องกันเช่นการใช้ถุงยางอนามัย

 

ลักษณะสรีระของฝ่ายผู้หญิงวัยรุ่นที่อ่อนแอ โดยปากมดลูกเผยอออกเปิดให้รับเชื้อโรคได้ง่ายมาก ประกอบกับสภาพความเป็นกรดที่มีน้อยในช่องคลอดเมื่อเทียบกับช่องคลอดของผู้หญิงที่อายุมากขึ้นทำให้ลดความสามารถในการฆ่าเชื้อโรค

 

ขาดการดูแลรักษาอย่างทันทีเพราะอับอายและไม่มีเงินต้องขอพ่อแม่ ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดัน

กลัวความลับถูกเปิดเผยทำให้ไม่อยากแม้แต่การปรึกษาหรือการสร้างทักษะป้องกันตนเอง

 

4 มาตรการที่ สหรัฐอเมริกา ญิปุ่น ฮอลแลน สวิสเซอร์แลนด์ใช้เพื่อลดปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์คือ

1. กลยุทธ การรักนวลสงวนตัว Abstinence

2.กลยุทธการสร้างทักษะการป้องกันตัวเองให้กับวัยรุ่นโดยเฉพาะการรณรงค์ใช้    ถุงยางอนามัยทุกครั้ง (Safe sex ;  No condom No sex ,ทักษะการใช้ยาคุมกำเนิด)

3.การทำแท้งอย่างถูกกฎหมาย

4.หน่วยงานความช่วยเหลือรวมทั้งระบบโรงเรียน ครอบครัว และสังคม

 

ทิศทางของประเทศไทยเพื่อลดปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์คือ

1. กลยุทธ การรักนวลสงวนตัว Abstinence

2.กลยุทธการสร้างทักษะการป้องกันตัวเองให้กับวัยรุ่นโดยเฉพาะการรณรงค์ใช้        ถุงยางอนามัยทุกครั้ง (Safe sex ;  No condom No sex ,ทักษะการใช้ยาคุมกำเนิด)

3.หน่วยงานความช่วยเหลือรวมทั้งระบบโรงเรียน ครอบครัว และสังคม

 

 

5 สิ่งท้าท้ายสังคมยุคใหม่

การสร้างกฏหมายรักษาความลับเพื่อเยาวชน(Confidentiality law)

แผนบูรณาการเพศศึกษาระดับชาติ (Sexual Education Information Center Counsil )

การเรียน และระบบช่วยเหลือเยาวชน(Advocacy)

โรงเรียนฝึกทักษะ (Parenting skills school)

กฏหมายทำแท้ง (Abortion???)

กลยุทธการสร้างคุณภาพวัยรุ่น

 

กลยุทธ์ในการสร้างคุณภาพวัยรุ่นมีหลายประเทศให้ความสำคัญ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำหนด 40 ดัชนีชี้วัดคุณภาพวัยรุ่น พร้อมๆ กับสร้างเทคนิคให้กับผู้ที่ดูแลวัยรุ่นให้มีทักษะในการเพิ่มประสิทธิผลให้วัยรุ่นผ่านเกณฑ์ให้มากที่สุดเครื่องมือนี้ปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในอเมริกา เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 โดยสถาบันวิจัยในอเมริกา  สำรวจในวัยรุ่นราว 3- 4 แสนคน และพัฒนาขึ้นมาเป็น 40 ดัชนีชี้วัดคุณภาพวัยรุ่น ในหลายรายงานการศึกษาของอเมริกาพบว่าวัยรุ่นหรือครอบครัวที่ผ่านเกณฑ์เกิน 20 ตัวชี้วัด โอกาสที่วัยรุ่นจะล่อแหลมต่อพฤติกรรมก็จะยิ่งน้อยลง และหากผ่านเกณฑ์เกิน 30 ตัวชี้วัด แทบจะสรุปได้เลยว่า ครอบครัวเข็มแข็ง เยาวชนแข็งแรง ลดปัญหาสังคมลงได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

 

รายงานการวิจัยของ Search-Institute ในสหรัฐอเมริกา ปี คศ. 2000 พบความสัมพันธ์ของตัวชี้วัดคุณลักษณะของคุณภาพวัยรุ่น ที่มีผลต่อพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ในเยาวชนเกี่ยวข้องอยู่ 3 ข้อซึ่งเป็นปัจจัยเสริมจากภายนอก(External Asset) ดังนี้

 

1. การใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ ( Constructive use of time )

1.1 วัยรุ่นมีกิจกรรมสันทนาการนอกหลักสูตร ≥ 3 ชม. / สัปดาห์ ( Creative Activities )

1.2 วัยรุ่นมีการเล่นกีฬาออกกำลังกาย ≥ 3 ชม. / สัปดาห์ ( Youth Programs )

1.3 กิจกรรมทางศาสนา ≥ 1 ชม./ สัปดาห์ ( Religious Community )

1.4 การมีนัดกับเพื่อน นอกบ้าน เวลากลางคืน ≤ 2 ครั้ง / สัปดาห์ ( Time at home )

2. การได้รับการสนับสนุน ( Support )

2.1 ครอบครัวให้การสนับสนุนด้วยความรักและผูกพัน ( Family support )

2.2 สมาชิกในครอบครัวให้กำลังใจซึ่งกันและกันและปรึกษาได้ทุกเรื่อง ( Positive family communication)

 

2.3 มีผู้ใหญ่นอกเหนือจากครอบครัวที่ให้การสนับสนุนมากกว่าหรือเท่ากับ 3 คน   (Other adult relationships)

 

2.4 ได้รักการติดตามเรื่องการเรียนเป็นอย่างดี จากผู้ปกครองทั้งคำแนะนำสื่อการเรียนสั่งสอน และติดตามการประเมิน ( Parental connectedness )

 

3.ผู้ใหญ่เป็นแบบอย่างที่ดี (Adult role model)  กลุ่มเพื่อนที่เป็นแบบอย่างที่ดี ( Positive peer Influence )

ทางออกเพื่อไม่ให้ทารกถูกทำร้ายหรือทอดทิ้งจากกรณีท้อง

หลักการและเหตุผล

จากการเห็นวัยรุ่นมีปัญหาหลากหลาย  ตั้งแต่ปี 2547 มีปัญหาการฆ่าตัวตาย  ปัญหาการทำแท้ง ข่าวเด็กทารกถูกทำร้ายเสียชีวิตมีเพิ่มขึ้นทุกวัน  เด็กทารกถูกทอดทิ้ง 500-600 ราย อัตราการฆ่าเด็กทารก 30 ราย/ปี   ขณะนี้ไม่สามารถรวบรวมข้อมูลที่แท้จริงได้เนื่องจากมีจำนวนมาก

 

การแก้ปัญหาเชิงรุกเชิงรับ

1.มาตรการเชิงรุก

มีกลุ่มเป้าหมายเป็นวัยรุ่นอายุ 10- 20 ปี โดยแบ่งกลุ่มวัยรุ่นในระบบที่มีโรงเรียนคอยดูแลได้และเด็กวัยรุ่นนอกระบบคลินิกวัยรุ่นในโรงเรียนซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนนำร่องอยู่ในโครงการอยู่แล้วประมาณ 10 โรงเรียน เป็นต้นแบบเพื่อกระจายสู่ทั่วประเทศในภายภาคหน้านี้ ซึ่งมีกุมารแพทย์ที่ดูแลวัยรุ่นครูและเยาวชนแกนนำ  ช่วยในการคัดกรองรายบุคคล  พร้อมกับการสร้างทักษะself esteem , life skill  และ เพศศึกษา ซึ่งสามารถกำหนดเป็นหลักสูตรพร้อม ๆ ไปกับ การสร้างสื่อที่ดีในทักษะที่กล่าวมาเพื่อความครอบคลุมของกลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้น

2. มาตรการเชิงรับ

2.1 กรณีที่ท้องไม่พร้อมระบบของคลินิกวัยรุ่นในโรงพยาบาลที่มีกุมารแพทย์   สูติแพทย์   จิตแพทย์  นักจิตวิทยาให้การดูแลต่อ  ซึ่งขณะนี้มีระบบของกระทรวงสาธารณสุขใน OSCC  (One Stop Crisis Center) อยู่ 20 จังหวัดซึ่งสามารถดำเนินการนำร่องได้เลย  และหากเด็กวัยรุ่นที่คลอดลูกแล้วบ้านพักฉุกเฉินของสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี  สหทัยมูลนิธิรวมทั้งระบบ  OSCC  น่าจะเป็นระบบที่ช่วยเหลือได้เป็นอย่างดี   นอกจากนี้การอาศัยเครื่องมือคัดกรองกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสทอดทิ้งเด็กหรือทำร้ายลูก เพื่อให้การช่วยเหลือและติดตาม  และการสร้างระบบ  Youth campus ให้มีกิจกรรมที่หลากหลายฝึกอาชีพ   ฝึกทักษะต่าง ๆ หรืออาจมีระบบครอบครัวร่วมกับเครือข่ายในการอาสามารับดูแลในรูปแบบ foster family

 

2.2  การพัฒนา  ศูนย์ hotline ของ กระทรวงการพัฒนาความมั่นคงและสังคมของมนุษย์ คือหมายเลข 1300,1507 ให้มีศักยภาพในการให้การปรึกษา  และจึงค่อยกระจายไปตามเครือข่ายต่างๆ ตามความจำเป็น  ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ที่ผ่านการอบรมทางจิตวิทยา  ปรึกษาแนะนำในภาวะวิกฤต  โดยในขณะนี้ยังขาดบุคลากรอย่างมาก  ทั้งที่ มีตัวตนแต่ขาดตำแหน่ง  เช่น นักจิตวิทยา  นักสังคมสงเคราะห์

 

2.3 การเพิ่มบ้านพักฉุกเฉินที่มากขึ้นโดยไม่ซับซ้อนมากเกินไป  กระจายตามพื้นที่ทั่วประเทศ  บ้านพักฉุกเฉินของสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี  เป็นต้นแบบเพื่อเรียนรู้การวางระบบการให้ความช่วยเหลือไว้เป็นอย่างดี

 

 

3. การผลักดันด้านนโยบาย   โดยสามารถนำเสนอได้ 3 รูปแบบ

3.1 เสนอผ่านคณะกรรมาธิการของรัฐสภามีอนุกรรมการขึ้นมาตรวจสอบและติดตามการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมพร้อมทั้งผลักดันให้มีการสนับสนุนงบประมาณได้ด้วย

 

3.2 เสนอผ่าน กระทรวงโดยเฉพาะกระทรวง พม. แต่มีกระทรวงที่เกี่ยวข้องด้วย คือ สาธารณสุข   กระทรวงศึกษาธิการโดยทำเอกสารครบถ้วนแล้วแถลงสื่อมวลชน และเปิดผนึกมอบให้รัฐมนตรี เพื่อให้สัมฤทธิ์ผล

 

3.3 ภาคเอกชน ซึ่งขณะนี้ มูลนิธิซิเมนต์ไทย พร้อมที่จะให้การสนับสนุนงานของวัยรุ่น เช่น hotline , บ้านหลังเรียนการสร้างและนำเสนอสื่อในด้านบวก  หรือ teens tip  เป็นต้น

 

4. การประชาสัมพันธ์ งานที่ทำและแนวทางแก้ปัญหาผ่านทางสื่อต่าง ๆ อาศัยหลาย ๆ สื่อไม่ว่าจะเป็น ทีวี , แม็คกาซีน , หนังสือพิมพ์  เป็นต้น